BITTER SWEET : CHAPTER TEN
18:37
“ต้องอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่หมดเลยเหรอครับ”
บยอลชะงักมือที่ปัดผมหน้าตัวเองละสายตาจากกระจกเหลียวมาทาง PD กับตากล้องสองคนที่อยู่ในห้องนอนถ่ายทำภาพของเขาอยู่
“ก็ออกไปตะล่อนมาทั้งวันแล้วเสื้อมันก็เก่าเลยต้องเปลี่ยน”
“แต่งตัวดีจังครับ ดีกว่าตอนไปแข่งอีกนะครับ”
“ จะบอกว่าที่ผ่านมาแต่งตัวไม่ดีเหรอครับ” คนพูดเริ่มรู้สึกขุ่นในใจยังมีแก่ใจกระแทกเสียงลงครับในตอนท้าย
“ดีกว่าเยอะเลยครับ เพราะต้องไปเจอเวอร์นอนหรือเปล่าเลยแต่งตัวดี”
คราวนี้คนถูกถามแค่ย่นคิ้วไม่ยอมตอบแต่เดินไปหยิบกระเป๋าตังค์ยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ แกะลูกอมมะนาวที่เหลืออยู่บนโต๊ะอมไว้ในปาก
“คิดว่าแต่งตัวแบบนี้เวอร์นอนจะชอบไหมครับ”
“มึงไม่ถามสักเรื่องได้ปะ”
ตากล้องกับ PD เกิดอาการชะงักทันทีที่ถูกสวนออกมาแบบนั้น...นึกว่าสไนเปอร์ไอดอลจะไม่หลุดปากแต่สุดท้ายก็ทำให้ทางทีมงานต้องมีงานเซ็นเซอร์เพิ่มขึ้นจนได้
“พูดคำหยาบออกอากาศไม่ได้นะครับ”
“ตัดต่อกันเก่งไม่ใช่เหรอครับ ก็ตัดมันออกไปสิ”
“พอพูดออกมาแบบนี้แล้วไม่อยากตัดออกเลยครับ”
“5555 ไม่ตัดออกเดี๋ยวก็โดนปรับหรอกครับ”
“ระหว่างให้รายการโดนปรับกับโดนแคนเซิลนัดกับเวอร์น่อน จะเลือกแบบไหนดีกว่ากันครับ”
พอโดนตอกกลับมาเท่านั้นหน้าของคนอารมณ์ดีที่แหย่ทางทีมงานไปเมื่อครู่ก็ถึงกับเครียดเคร่งขึ้นมาทันควัน ในใจสบถออกมาคำ
...เชี้ย PD…
การถ่ายทำในห้องนอนจบลงก่อนจะถูกย้ายไปอยู่ในรถยนต์แทน บยอลนั่งประจำตำแหน่งคนขับโดยมีตากล้องนั่งอยู่ด้านข้างและ PD นั่งอยู่ข้าง เมื่อเลี้ยวรถจากหน้าที่พักออกไปยังท้องถนนใหญ่ก็เจอกับสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างแสนสาหัญ ตาสีชาเหลือบยังนาฬิกาในรถ
...เกือบทุ่มแล้วจะไปทันสองทุ่มไหมวะ...
ขณะที่แอนดัพยังติดแหง็กบนถนน รถตู้คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดหน้าร้านกาแฟสไตล์อินดัสเตรียลเท่ห์ๆกลางเมียงดง เด็กหนุ่มลูกครึ่งผมยักศกสีน้ำตาลสวยสวมเสื้อยืดลายทางขาวดำกับกางเกงยีนส์ทับด้วยเสื้อคลุมสีแดงตัวโคร่งก้าวเท้าลงจากรถสะพายกระเป๋าเป้โค้งให้ผู้จัดการที่ลงมาส่งก่อนจะเดินเข้าไปในร้านโค้งให้กับ PD ตัวผอมชะลูดสวมแว่นตาดำกับตากล้องที่นั่งรออยู่
“มาแล้วเหรอครับ มาที่นี่ยังไงครับ”
“พี่ผู้จัดการขับรถมาส่งครับ”
“วันนี้ทราบแล้วใช่ไหมครับว่า ทางรายการจะให้แอนดัพขับรถไปส่ง”
“อ้อ ทราบครับ”
“แต่แอนดัพยังไม่มานะครับ คิดว่าเขาจะเบี้ยวนัดไหมครับ”
“ก็อยากให้เบี้ยวอยู่นะครับ 5555”
PD ตัวอ้วนที่อยู่อีกฝั่งมองภาพถ่ายทอดสดจากเมียงดงผ่านไอแพดแล้วเงยหน้าไปยังคนที่ขับรถที่พยายามเปิดเพลงฟังให้อารมณ์สงบแต่เหมือนไม่ได้ผล
“รถติดมากคิดว่าจะไปทันไหมครับ”
“ไม่รู้...ไม่ได้เป็นญาติกับจราจร”
“เวอร์นอนบอกว่าคุณจะเบี้ยวนัดครับ”
“ไอ้เด็กเปรต” ฝ่ายถูกถามสบถออกมาคำ ข้อมือถูกพิมพ์ป้อนเข้าไปหายัง PD ผอมที่อยู่คนละฟากกัน เมื่อบอกให้กับเด็กหนุ่มที่รออยู่ฟังก็มีเสียงหัวเราะหลุดออกมา
“เด็กเปรตเลยเหรอครับ โห พี่เขาด่าผมแรงจังครับ”
“คิดว่าถ้าเจอหน้ากันจะทำอะไรเป็นอย่างแรกครับ”
“อยากต่อยพี่เขาทีหนึ่งครับ ผมต่อยพี่เขาได้ไหมครับ”
“ไม่ได้ครับ เดี๋ยวต้องไปโรงพัก”
“งั้นถามทำไมอ่ะครับ 555”
ชายหนุ่มกดปิดเพลงทันทีที่ได้ยินเสียงคุ้นหูลอดมาจากด้านหลังเลยเหลียวไปมอง คราวนี้เสียงสดใสของเด็กคนนั้นก็เข้ามาเต็มหู ฟันเริ่มขบแรงบนริมฝีปากเช่นเดียวกับมือที่เริ่มตบพวงมาลัยอย่างหงุดหงิด หางตาเห็นตากล้องยังถ่ายทำอยู่อยากจะเอามือดันกล้องปิดไปข้างแต่ก็ทำได้แค่ฮึดฮัด
“คิดไหมว่าถ้าไม่เปลี่ยนเสื้อคงไม่สาย”
“ก็นิดหน่อย”
“อยากขอโทษเวอร์นอนที่ต้องรอไหมครับ”
“อา แม่งขอเหรอ”
“ยังไม่ได้ขอครับ แต่คิดว่าต้องรอนานแน่ๆ”
“เออ งั้นก็ไม่ต้องถาม เดี๋ยวเจอแม่งแล้วจะขอโทษเอง” เสียงเข้มเริ่มหงุดหงิดเพิ่มขึ้นทุกที ดวงตาสีชาจิกท้ายรถคันหน้าเหมือนกับจะยิงเลเซอร์ทำลายรถตรงหน้าไปให้หมด
...รถแม่งจะติดเหี้ยอะไรหนักหนาวะ...
ฮันโซลพิงคอกับพนักเก้าอี้บุหนังพลางไถหน้าจอไอแพดของตัวเองไปมา...การรอคอยหนึ่งชั่วโมงเต็มและมีแนวโน้มว่าจะต้องรอต่อไปอีกอย่างไม่มีสิ้นสุดทำให้เริ่มเบื่อ แม้แต่ตอนที่ตอบคำถามของทีมงานที่สัมภาษณ์ความรู้สึกของการรอคอยใบหน้านวลขาวนั้นกลับเรียบตึงและไร้รอยยิ้มไม่เหมือนทุกครา ห้วงเวลานั้นทีมงานหรือแม้แต่คนหน้าดุซึ่งมองจอไอแพดที่ PD ฝั่งตัวเองส่งให้ดูหลังจากเข้าซองจอดรถได้รับรู้ถึงอารมณ์มาคุที่ใกล้จะปะทุเต็มที
แอนดัพปิดประตูกดล็อกรถแล้วเดินตรงเข้าไปในร้านกาแฟที่มีทีมงานและเด็กคนนั้นรออยู่ แต่พอเท้าล่วงผ่านประตูกลับไม่กล้าเดินต่อได้แต่จดจ้องอยู่ตรงเคาน์เตอร์จนทีมงานต้องเชิญให้เข้าไปข้างในเลยจำใจต้องเดินต่อ ตรงโต๊ะด้านในสุดของร้านฮันโซลนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ โกโก้เย็นบนโต๊ะเกลี้ยงจนเหลือแต่น้ำแข็งที่ละลายมารวมกับช็อกโกแลตก้นแก้ว
“สวัสดี” คนโตกว่าทักทายพลางยกมือออกไปอย่างประดักประเดิด...ทั้งรู้สึกผิดและรู้สึกแปลกไปพร้อมกัน
“ครับ สวัสดี”
“อา พอดีรถติดมากเลย รอนานไหม”
“คิดว่าเวลาหนึ่งชั่วโมงสามนาทียี่สิบเจ็ดวินาทีสำหรับพี่มันนานไหมครับ” การบอกเวลาอย่างละเอียดยิบทำให้อีกฝ่ายหน้าเสียถึงกับไปต่อไม่ถูก
“ขอโทษ” เสียงเข้มค่อนข้างเบาหลุดพูดออกมา
“บริษัทของผมสอนว่า เราต้องตรงต่อเวลา...ผมเองก็ไม่ชอบคนไม่ตรงเวลา ไม่ชอบไปสาย ไม่ชอบรอใครและไม่อยากให้ใครรอผมด้วย แต่เหมือนจะไม่มีใครบอกพี่นะครับว่าไม่ควรมาสาย” เด็กหนุ่มเหลือบนัยน์ตาสีน้ำตาลสวยจ้องไปยังคนที่หลบตามองไปอีกทางสวมบทโหดชนิดที่ทั้งทีมงานก็คาดไม่ถึง
“พี่ก็ไม่ได้อยากมาสายปะวะ” พอถูกจ้องแรงๆก็ถึงกับตะกุกตะกัก
“พูดขอโทษไม่เป็นเหรอครับ”
“ก็พูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ไง”
“ผมไม่ได้ยิน” เสียงแข็งจากคนอ่อนกว่ากระแทกเข้าใส่เล่นเอาฝ่ายตรงข้ามกลืนน้ำลายเฮือกเพราะไม่เคยเห็นมาดแบบนี้มาก่อน
“เออ พี่ขอโทษด้วยแล้วกันนะ”
“ทำไมต้องทำเสียงดุด้วยครับ”
“ขอโทษนะ”
“อา ฟังแล้วห้วนจังเลยครับ”
“โวะ แม่ง”
“อ๊ะจะสบถเหรอครับ ผมจะได้กลับ” มือขาวดึงสายกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้าง
“เปล่า พี่ไม่ได้สบถแค่พูดกับตัวเอง”
“555 เหรอครับ” เสียงหัวเราะหลุดสดใสหลุดออกมาทำให้คนฟังเริ่มใจชื้น แต่พอเห็นหน้าที่ยังนิ่งงันเหมือนยังไม่หายโกรธคนเป็นพี่ก็เสยผมเหมือนทำตัวไม่ถูกจนทีมงานต้องบอกให้นั่งลงก่อนถึงกล้านั่ง
“เดี๋ยวเราจะถ่ายทำแบบลองเทคนะครับแล้วจะไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของแต่ละคนทีหลัง...ส่วนนี้เราไม่มีสคริปต์นะครับ ถ้ามีอะไรอยากจะคุยกันสามารถคุยได้เลย ขอแค่อย่าใช้คำหยาบคายหรือทำร้ายร่างกายกันนะครับ” PD เริ่มอธิบายวิธีการถ่ายทำต่อจากนี้
แอนดัพลอบมองเสี้ยวหน้าหวานด้านข้างของคนตรงข้ามที่ฟังทีมงานอธิบายพลางใช้มือทัดผมไว้ข้างหู...ดูเพลินตาเสียจนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายเหมือนดาวคู่นั้นตวัดมาหาเมื่อไหร่
“ผมจะไปกินซุนแดนะ มีร้านเจ้าอร่อยอยู่แถวนี้ ฮยองกินได้ใช่ไหม”
“กินได้แต่ไม่ค่อยชอบ” อ้อมแอ้มตอบไปโดยไม่ยอมสบสายตา
“เหรอครับ งั้นก็ไปกินซุนแดกันแหละเนาะ”
“นี่ หูหนวกเหรอ” ความปากไวทำให้คำนั้นหลุดจากปากเลยถูกตาคู่สวยเขม่นมองคล้ายคาดโทษ
“โมโหเหรอครับ”
“ก็ไม่ได้...”
“ทั้งที่ปล่อยให้ผมรอตั้งหนึ่งชั่วโมงสามนาทียี่สิบเจ็ดวินาทียังมีหน้ามาโมโหผมได้อีกเหรอครับ”
“มันก็...เออ พี่รู้แล้วนายอยากกินอะไรก็กินไปเถอะ”
ฮันโซลเลิกคิ้วให้กับผู้ชายโตกว่าที่นั่งก้มหน้าลูบต้นคออย่างคนที่ยอมหมดแล้วทุกสิ่งด้วยรอยยิ้มกว้างรู้สึกขำแต่ต้องกลั้นเอาไว้จนไหล่ทั้งสองข้างสั่น ทว่าพอเขาเงยหน้าก็ทำเป็นเม้มริมฝีปากตีหน้าเครียด
“ดีครับ...งั้นเราก็ไปกันเถอะ” เด็กหนุ่มสรุปความหยิบกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่วางบนเก้าอี้ข้างตัวจะสะพายแต่มือหยาบใหญ่ของอีกคนยื่นมาดึงไปก่อน
“พี่ถือให้นะ”
คนอ่อนกว่าปรายตามองคนที่คว้าสายกระเป๋าไปสะพายไหล่ข้างหนึ่งและยืนรอให้เขาเป็นฝ่ายเดินนำทางไปยังร้านซุนแดเจ้าอร่อย ทั้งสองคนเดินออกจากร้านกาแฟโดยมีตากล้องและทีมงานอีกสองคนเดินตามหลังถ่ายทำกิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นเอาไว้
แอนดัพก้าวเท้าขึ้นบันไดแคบของร้านซุนแดเล็กๆที่คล้ายจะอยู่ในซอกตึกที่เด็กประสาทนำทางมาและทรุดลงนั่งบนเบาะที่ปูบนพื้นหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวใหญ่ นั่งมองอีกฝ่ายหยิบเมนูที่วางอยู่มาเปิดดูและสั่งอาหารอย่างชำนาญเหมือนมาเป็นประจำก็เอ่ยปาก
“มาร้านนี้บ่อยเหรอ”
“อืม”
“ทำไมชอบกินซุนแดอ่ะ...เด็กแบบนายไม่น่าชอบอะไรแบบนี้”
“ก็เคยมากินตอนไปถ่ายรายการ แล้วอร่อยดีก็เลยกินมาเรื่อยๆ”
“แล้วปกติมากินกับใคร”
“ก็...” คนที่จดจ่อกับรายการอาหารในมือลากเสียงยาวก่อนจะเหลือบตามองมา “เรื่องนั้นผมไม่จำเป็นต้องบอกฮยองหรอกมั่งครับ”
ประโยคเรียบง่ายประโยคเดียวทำอีกคนสะอึกไอออกมาแบบไม่มีเหตุผล...นี่ใช่คนเดียวกับเจอกันในรายการและที่หายามาให้แทบโบกมือไล่ตรงหน้าต่างที่หอแน่เหรอวะ
“เออ พี่สั่งโซจูได้ปะ”
“ไม่ได้ครับ”
“ทำไมล่ะ”
“ทีมงานไม่ได้บอกฮยองเหรอครับว่า วันนี้ต้องขับรถไปส่งผมที่หอ”
“ห๊ะ ไปส่ง...ไปส่งอะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าจะต้องไปส่งด้วย”
“ตอนนี้ก็รู้แล้วนี้ครับ เพราะงั้นกินซุนแดไปนะครับ” บอกจบก็ขยับให้เจ้าของร้านที่ยกซุปซุนแดหม้อใหญ่พร้อมเครื่องเคียงและชาวเปล่า อีกด้านมีซุนแดจานเล็กอีกสองจานกับข้าวสวยรวมทั้งน้ำชาเขียวเย็นสองแก้ววางลงบนโต๊ะ
นิ้วเรียวขาวจับตะเกียบคีบเอาซุนแดเปล่าไว้บนข้าวแล้วตักน้ำซุปร้อนๆใส่ชามแล้วก้มหน้าก้มตากินมื้อเย็นของตัวเองพลางเหลือบมองคนที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ตรงข้ามเป็นระยะ
“กินข้าวมาแล้วเหรอครับ”
“เปล่า”
“แล้วทำไมนั่งมองเฉยๆ จะไม่กินเหรอครับ”
“พี่ไม่ชอบกิน”
“ว้า ว่าจะป้อนสักหน่อยนะเนี่ย” คนพูดคีบซุนแดมาหาไม่ถึงเสี้ยววินาทีก็หันกลับมาใส่ปาก “ผมล้อเล่นนะ ผมไม่กล้าป้อนหรอกเดี๋ยวโดนต่อย”
“เหอะ” เสียงในลำคออีกคนหลุดออกมา
“ฮยองจะไม่กินจริงๆเหรอ”
“ไม่”
“อา พี่เป็นคนแบบนี้เองสินะ”
“แบบไหน”
“ไม่ชอบอะไรก็ไม่ชอบไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่ทันได้ลองหรือรู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี...ก็เหมือนซุนแดนี้ ยังไม่ทันลองกินเลย รู้ได้ยังไงว่าไม่อร่อย”
“มันก็...”
“ถ้าฮยองตัดสินทุกอย่างแบบนี้ก็เหมือนที่ฮยองตัดสินผมอ่ะ...ผมน่ะรักการแรปมากเลยนะ ไม่สิ ต้องบอกว่า รักดนตรีทั้งหมดนั้นแหละ ผมพยายามหนักมากเพื่อจะมายืนตรงนี้ ผมแลกแทบทุกความสนุกในชีวิตเพื่อความฝันของผม ไม่ว่าจะไอดอลแรปเปอร์หรือแรปเปอร์ใต้ดินมันก็ลำบากไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกนะ ฮยองเองก็เคยร่วมงานกับไอดอลนิ พี่ลิซซี่ก็สังกัดเดียวกับผมนะ แล้วพี่ก็มีเพื่อนเป็นไอดอลตั้งเยอะถ้าจะไม่ชอบไอดอลมันก็เรื่องของฮยองเถอะ ผมไม่แคร์ด้วยถ้าฮยองจะมองไอดอลหรือผมไม่ดี เพราะผมรู้ว่าผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ถ้าไม่พอใจจะด่าผมก็ด่ามาได้เลยนะ ผมจะกินต่อล่ะ”
แอนดัพกระพริบตาปริบพลางเลียริมฝีปากให้กับทุกประโยคที่กระแทกเข้ามาให้สำเหนียกถึงการกระทำของตัวเอง มือวางแก้วชาเย็นบนโต๊ะแล้วเรียกคนตรงหน้า
“นี่”
อีกฝ่ายไม่สนใจต่อคำเรียกยังคงก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างหิวโหยเพราะใช้แรงหมดไปกับการซ้อมและการขึ้นเวทีรายการเพลงไปแทบหมด
“เฮ้ย เงยหน้ามาหน่อยดิ”
“ผมกินอยู่”
“น่า เงยหน้าขึ้นมาแป้บเดียว”
ฮันโซลเลียริมฝีปากที่มีเศษอาหารติดอยู่แล้วเงยหน้ามองไปยังคนตัวกว่าที่พยายามดึงแก้มและปากของตัวเองแรงๆจนหน้าแดงไม่ต่างจากดื่มเหล้า
“พี่ทำอะไรอ่ะ” เสียงที่ถามมายังเย็นชา
“ก็ดึงแก้มลงโทษตัวเองที่ด่านายไง...พี่มันเป็นพวกปากหมาอ่ะ ขอโทษนะ” การไม่มีสคริปต์ทำให้ทุกการกระทำออกมาจากใจล้วนๆ แม้จะมีกล้องถ่ายทำแต่ก็มีหลายครั้งที่หลงลืมไปว่ามีอยู่
...เขาทิ้งศักดิ์ศรีบ้าบอคอแตกนั้นไปหมดเพียงแค่อยู่ตรงหน้าเด็กคนนี้...
“ทำแบบนี้แล้วคิดว่าผมจะหายโกรธเหรอ”
“ก็รู้แหละว่าโกโก้กับคำขอโทษมันไม่พอ พี่เลย เออ เอาซีดีเพลงของพี่มาให้นายด้วยนะ เป็นซีดีคนละแผ่นกับที่เคยให้ไปก่อนหน้านี้น่ะ”
“คิดว่าผมอยากได้ซีดีของฮยองมากนักเหรอครับ”
“ก็ไม่รู้สิ แต่รับไว้ไม่ได้เหรอ” นัยน์ตาสีชาประสานกับดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนมีแววเว้าวอน “ถึงพี่จะไม่ใช่ไอดอลแต่ใน Buckwilds พี่ก็ดังพอตัวเลยนะแล้ว CD พวกนี้บางอันมันไม่มีขายแล้วแต่พี่เอามาให้นายเลยนะ”
กองมิกซ์เทปและอัลบั้มอย่างเป็นทางการถูกยื่นมาตรงหน้า ทว่าอีกฝ่ายกลับมองมันนิ่งโดยไม่ยื่นมือออกไปรับ
“ผมรับไว้ไม่ได้อ่ะ”
“โวะ ทำไมไม่ได้วะ” ฝ่ายตั้งใจหามาให้หน้าเสีย
“เมื่อกี้พี่ตะคอกผมเหรอครับ”
“เปล่า เฮ้อ พี่หาจากในบ้านมาเลยนะ เหลือแผ่นสองแผ่นพี่ก็หยิบมาให้ นายจะรับไว้ไม่ได้จริงๆเหรอ”
“จะให้ซีดีกันทั้งทีไม่เห็นเซ็นต์อะไรให้เลยอ่ะ ให้กันทื่อๆแบบนี้เวลาผมเอาไปบอกใครว่า ฮยองหาซีดีมาให้เองกับมือใครเขาจะเชื่อ ฮยองเซ็นต์ก่อนสิแล้วผมจะรับไว้”
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากล้วงมือและตบไปบนกางเกงหาปากกากับกระดาษแต่ลืมไปว่าไม่ได้ติดอะไรมาเลยนอกจากกุญแจรถ โทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์
“อา...พี่ไม่ได้พกกระดาษกับปากกามา”
“งั้นก็เอาของผมไปแล้วกัน...เซ็นต์ดีๆนะครับ ถ้าฮยองเขียนด่าผม ผมทิ้งจริงๆนะ”
“ใครจะไปกล้า” คำพูดลอยๆหลุดออกมาจากปาก มือใหญ่หยาบรับปากกากับกระดาษโน้ตจากอีกคนมาแล้วไล่เซ็นต์ชื่อบนปกและเขียนข้อความแปะไปด้านในซีดีแต่ละแผ่นอย่างตั้งใจโดยไม่รู้ว่า เด็กที่นั่งกินข้าวทำเหมือนไม่แยแสอะไรแอบปรายตามองและยิ้มกับชามข้าวอยู่ตลอด
...พี่เขาตลกจัง...
“คราวก่อนพี่ฝากซีดีให้พี่ชายหน้าสวยของนายไปอ่ะ ได้รับหรือเปล่า” เขาถามทั้งที่ยังยุ่งกับการเขียนข้อความ
“ซีดี...ซีดีอะไรอ่ะครับ”
“พี่เขาไม่ได้ให้นายไว้เหรอ” ครั้งนี้คนถามเงยหน้าขึ้นมาหา
“อ้อ พี่เขาเอามาให้แต่ผมไม่รู้ว่าใครให้มาก็เลยกองไว้บนหัวเตียงอ่ะ”
“อา มิน่าล่ะ” คนตาดุว่าพลางถอนหายใจยาว...รู้สึกโล่งใจอยู่เหมือนกันที่รู้ว่า เจ้าตัวยังไม่ได้เปิดอ่านเพราะถ้าเปิดแต่ไม่ยอมแอดมาหาทั้งที่เขียนช่องทางการติดต่อสื่อสารไปหมดทุกช่องทางเขาคงเสียใจ
“มิน่าอะไรครับ”
“เปล่า...เอ้า นี่พี่เซ็นต์เสร็จแล้วนะ” พูดพลางยกซีดีทั้งกองไปตรงหน้า
“เซ็นต์เสร็จแล้วก็กินข้าวด้วยครับ...นี่ผมปราณีพี่มากแล้วนะที่สั่งซุปซุนแดมาให้อ่ะ ปกติผมไม่สั่งมาหรอกนะแต่กลัวพี่หิวตายเลยสั่งของกินง่ายมาให้ก่อน นี่ผมตักให้แล้วต้องกิน ห้ามบอกว่าไม่ชอบนะ ถ้าพูดเมื่อไหร่ผมปาซีดีพี่ทิ้งเลยอ่ะ” ฮันโซลออกคำสั่งปนข่มขู่กลายๆ วางซุปซุนแดที่ตักใส่ชามของอีกคนวางตรงหน้า
แอนดัพเม้มริมฝีปากให้กับใบหน้าและสายตาหวานที่ดุขึ้นมาทันทีที่พูดเรื่องอาหาร มือจำใจต้องหยิบช้อนขึ้นมาตักซุปเข้าปาก รสสัมผัสของน้ำซุปกับเนื้อหมูที่นุ่มลิ้นผสมกับซุนแดบนลิ้นนั้นกลมกล่อมจนคนไม่ชอบกินถึงกับประหลาดใจถึงกับกินร่วมกับข้าว
“อร่อยไหมครับ”
“ก็ดีนะ”
“เห็นไหม ผมบอกแล้ว ยังไม่ได้ลองกินแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าไม่อร่อย”
รอยยิ้มกว้างและดวงตาทอประกายสดใสกลับมาปรากฏบนดวงหน้าขาวละเอียดเป็นครั้งแรกของวันทำให้หัวใจของคนอายุมากกว่ากระตุกรัวจนหลุดยิ้มออกมาด้วย บรรยากาศตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อยพร้อมกับบทสนทนาที่เปลี่ยนเป็นพูดถึงเรื่องการแข่งขันซึ่งต่างฝ่ายต่างขอโทษกันเพื่อแก้ประเด็นปัญหาที่ผู้ชมทางบ้านคาใจ ก่อนที่ตากล้องกับทีมงานจะขอพักกันชั่วคราวเพื่อกินข้าวเช่นกัน ทั้งสองคนนั่งกินข้าวด้วยกันเงียบๆอีกพักหนึ่ง คนไม่ชอบซุนแดมาก่อนหน้านี้ยกชามซดซุปซุนแดจนหมดก็เริ่มพูดต่อ
“ออกอากาศไปเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ไม่เป็นไงครับแค่โดนด่า...จะว่าไปก็โดนหนักเลยแหละ อาจจะน้อยกว่าที่ฮยองโดนด่าเรื่องเหยียดเชื้อชาติอ่ะ เรื่องนั้นเรื่องใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ”
“นายก็รู้ว่าพี่ไม่ได้เหยียด...คนอื่นเขาแปลเนื้อหาเพลงพี่ผิด”
“รู้แล้ว...แต่ก็โดนไปเละเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ ตอนอ่านคอมเม้นที่ด่าเข้ามารู้สึกยังไงครับ โกรธตัวสั่นเลยไหม ออกไปไล่ต่อยคนเลยหรือเปล่า”
“จะบ้าเหรอ ไม่ได้ก้าวร้าวขนาดนั้น”
“555 จริงเหรอ”
“อืม...แล้วมีใครมาพูดอะไรไม่ดีต่อหน้าหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก มีแต่มาปลอบ อย่างวันก่อนเจอหน้าราวี่ฮยองในรายการเพลง ฮยองเขาบอกว่าโดนด่าเละเหมือนกันแล้วก็มากอดปลอบ ฮยองเขาตัวใหญ่เหมือนกันนะกอดทีตัวจมเข้าไปเลย...นี่ฮยองเขาก็ให้ตุ๊กตาผมมาด้วยแหละ ตุ๊กตาปลาโลมาน่ารักมากเลย”
เมื่อไม่มีกล้องเด็กหนุ่มเริ่มกลับมาเป็นตัวของตัวเอง เสียงหัวเราะปนมากับการสนทนาเป็นระยะแต่เนื้อความที่กล่าวถึงการกอดและได้รับตุ๊กตาจากผู้ชายคนอื่นกลับทำให้คนที่ควรจะมีความสุขกับการได้เห็นรอยยิ้มขมวดคิ้วหน้าตึงตาแข็งขึ้นมาทันควัน
...ราวี่กอดและให้ตุ๊กตา
...ราวี่กอดและให้ตุ๊กตา
...ราวี่กอดและ
ไอ้เหี้ยราวี่ มึงนี่แม่ง ฉวยโอกาสสัด...
มือใหญ่บีบตะเกียบเหล็กอย่างแรงจนมือสั่น...ความฉุนเฉียวที่เกิดขึ้นทำให้คนที่นั่งมองอยู่ตรงข้ามเอียงคอมองหลุดขำออกมาแล้วยื่นมือนุ่มมาแตะเบาบนแขนที่วางพาดอยู่บนโต๊ะ
“พี่...ถ้าปวดท้อง ห้องน้ำอยู่ข้างล่าง”
“บ้า ไม่ได้ปวดท้องว้อย”
“แล้วทำไมตัวสั่นอ่ะ หน้าก็แดง หูก็แดง ดูดิ ท้องเสียก็ไปห้องน้ำนะไม่มีใครเขาว่าหรอก”
“กวนตีน” ประโยคที่เคยคุ้นหลุดจากริมฝีปากทำให้ริมฝีปากแดงยิ่งเหยียดกว้าง...นี่ถ้าทีมงานไม่พักกินข้าวจะได้ยินคำด่าที่อยากได้ยินออกมาไหม
“ดีจัง”
“ดีบ้าอะไรวะ”
“555 ก็นึกว่าจะไม่ได้ยินพี่ด่าแล้วอ่ะ...เห็นนั่งเจี้ยมเจี๋ยมเจียมตัวดีเหลือเกิน อยู่ต่อหน้ากล้องนี่สร้างภาพจังเลยแค่นี้สาวก็ติดเยอะจนไม่รู้จะติดยังไงแล้วนะจะมาทำตัวสุภาพเพิ่มเรตติ้งให้ตัวเองทำไมอีก”
“แล้วไอ้ตูดที่ไหนมันทำท่าโกรธอยู่นั้นล่ะ ขอโทษก็ยังทำหน้าเฉยๆ ใครจะไปทำตัวถูก”
“แต่ตอนแข่งกัน ไม่เห็นพี่จะแคร์เลย ปากนี่ด่าผมตลอดเวลาเลยนะ”
“มันไม่เหมือนกันปะ”
“ไม่เหมือนยังไง”
“ก็นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ก็ตอนนี้ดิ”
“พูดอะไรเนี่ยไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
“เออ ไม่ต้องเข้าใจหรอก ว่าแต่ทำไมไม่ยอมเปิดดูซีดีที่พี่ให้ไปวะ”
“ก็ไม่ว่างอ่ะ”
“แค่เปิดดูสักสองนาทีมันเสียเวลามากหรือไง”
“ก็พอหัวถึงหมอนก็หลับแล้ว...จะไปมีเวลานั่งอ่านอะไรล่ะ”
“แล้วคุยคาทกกับใครบ้างไหม”
“555 ผมก็บอกไปแล้วนะว่าหัวถึงหมอนก็หลับแล้ว”
“ก็ดี นอนไปไม่ต้องคุยกับใครอ่ะดีแล้ว”
“ไม่ได้คุยคาทกแต่คุยแบบเจอหน้ากันเยอะเลยนะ นอกจากสมาชิกในวงก็มีพวกพี่ๆไอดอลวงอื่นที่คัมแบ็กกลับมาช่วงนี้ก็ได้คุยด้วยเยอะเลย กับพี่ฮยอนชอลก็คุย...555 อะไรครับ พี่เป็นอะไร กาวเข้าตาเหรอ ทำตาขวางใส่ผมทำไม” คนอ่อนกว่ากระเซ้าเมื่อเห็นตาสีชาคู่นั้นแข็งกร้าวด้วยอารมณ์โกรธ
...รู้แหละว่าโกรธแต่จะแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วกัน...
“เอาคาทกมาดิ”
“555 ขอคาทกอีกแล้วอ่ะ”
“ขอไม่ได้เหรอไง ก็อยากคุยด้วยอ่ะ”
“พี่หรือใครที่อยากคุยครับ”
“ไอ้หอก ขอไปให้หมามันคุยมั่ง ขอเองก็ต้องคุยเองสิ”
“ไหนลองบอกเหตุผลที่ผมควรให้คาทกพี่มาสักข้อสิครับ”
“ก็คุยกับคนอื่นได้ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจะคุยกับพี่ไม่ได้ล่ะ”
“แบบนั้นมันไม่ใช่เหตุผลครับ”
“พี่อยากคุยด้วย”
“เอาเหตุผลที่ดีกว่าแค่อยากคุยด้วยได้ไหมครับ”
“เฮ้ย อย่าเป็นเด็กหัวหมอแบบนี้สิวะ นี่ก็พูดตรงๆไม่ได้ชักแม่น้ำทั้งห้ามาแล้วนะ”
“5555 ผมก็เป็นแบบนี้แหละ...เป็นคนใจร้าย” ครั้งนี้แทนที่จะพูดเปล่าเด็กหนุ่มกลับตั้งศอกข้างหนึ่งบนโต๊ะแล้ววางคางนวลลงบนฝ่ามือ นัยน์ตากลมสวยสีน้ำตาลอ่อนเดียงสาทอดมาหามีแววเจ้าเล่ห์หากก็อ่อนละมุนคล้ายจะล่อลวงให้ผู้คนจำนนโดยไม่ต้องมีพันธนาการ
“ใจร้ายก็ไม่เป็นไรหรอก” แอนดัพว่าสบตากับคนตรงหน้าอย่างจริงจัง ริมฝีปากเหยียดกว้างอ่อนโยน ต่างฝ่ายต่างมองกันคล้ายจะอ่านลึกถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน การประสานสายตาระหว่างกันนั้นดำเนินไปอย่างเอื่อยช้าและนิ่งนาน ทว่าเต็มตื้นด้วยความอุ่นอ่อนในหัวใจกระทั่งมีเสียงทีมงานเรียกให้เตรียมตัวจึงดึงให้ทั้งคู่กลับมาออกมาสู่การถ่ายทำ
ทั้งคู่เดินออกจากร้านพูดคุยกันอีกเล็กน้อยแล้วจับมือกันให้เห็นว่าไม่มีอะไรคาใจกันแล้ว คนอ่อนกว่าส่งยิ้มและโบกมือให้กับกล้องพร้อมกับสไนเปอร์ไอดอลจากนั้นการถ่ายทำก็จบลงในเวลาห้าทุ่มครึ่ง
“วันนี้เลิกกองแล้วนะครับ ทางทีมงานจะไม่มีการตามถ่ายตอนไปส่งที่หอพักนะครับ ถ้าแอนดัพไม่สะดวกไปส่งเวอร์นอน เดี๋ยวทีมงานจะเป็นคนไปส่งเอง” ตากล้องเข้ามาบรีฟงานคร่าวๆ
“ไม่เป็นไรครับ ผมไปส่งได้”
“ถ้างั้นฝากเวอร์นอนด้วยนะครับ...คงจะไม่ไปตีกันในรถนะครับ” เสียงจากทีมงานดังขึ้นมา
“เห็นผมเป็นคนยังไงกันเนี่ย”
“5555 คงไม่กล้าหรอกเนาะ...ดูชอบเวอร์นอนออก” คราวนี้ PD แทรกพูดกลางวงทำเอาคนที่ตงิดใจกับ PD อยู่ไม่น้อยหันไปมองหน้า
...ไอ้ห่า PD นี่ตลกร้ายล่ะมึง
ชายหนุ่มเดินกลับมายังเก้าอี้ไม้หน้าร้านซุนแดที่ให้ลูกค้านั่งรอซึ่งเด็กหนุ่มลูกครึ่งนั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าอยู่เลยชะโงกหน้าเข้าไปหาและจ้องตากลมเปล่งประกายสวยกว่าดาวพลางยิ้ม
“มีอะไรครับ” คนอ่อนกว่าเลิกคิ้วถาม
“เปล่า”
“ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวนะครับ...555 ไม่สิ นั่นทีมงานจ่าย”
“ไปต่อที่อื่นกันไหม พี่รู้จักร้านดีๆที่ไปนั่งคุยกันชิลๆได้นะ”
“มันดึกแล้วอ่ะครับ ผมต้องกลับหอ อีกอย่างอายุอย่างผมก็คงไปร้านอะไรนั้นของพี่ไม่ได้หรอก”
“อา...ลืมไปเลยว่านายเพิ่งสิบเจ็ด งั้นก็กลับกันเถอะ” คนโตกว่าแม้จะเสียดายที่ช่วงอายุทำให้รั้งให้อยู่ด้วยกันนานอีกหน่อยไม่ได้แต่ก็ทำใจปล่อยวางก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าหมายจะให้อีกคนจับกลับถูกย้อนถาม
“อะไรครับ”
“ทางเดินมันมืดนะ...จับมือพี่ไว้จะได้ไม่สะดุดล้มไง”
“ถ้ามันมืดขนาดนั้น จับมือพี่ไป เดี๋ยวก็ได้ล้มไปด้วยกัน นี่ เปิดแอพไฟฉายในไอแพดแล้วเดินไปดีกว่า” คนน้องจัดแจงหยิบไอแพดในกระเป๋ามาเปิดส่องทาง เหลือบมองคนข้างๆที่แอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็หันไปยิ้มอีกทางเพียงลำพัง
...แกล้งแล้วสนุกจัง...
แอนดัพเดินนำมาจนถึงลานจอดรถ กดรีโมทปลดล็อกแล้วเปิดประตูข้างคนขับให้เด็กลูกครึ่งที่ยืนอยู่รอจนอีกฝ่ายเข้าไปนั่งถึงปิดประตูแล้วอ้อมกลับมาขึ้นรถฝั่งคนขับ
ฮันโซลดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดสูดกลิ่นบุหรี่ผสมน้ำหอมที่อบอวลอยู่ภายในรถ...ความจริงเขาไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ออกแนวเกลียดด้วยซ้ำแต่เมื่อกลิ่นบุหรี่เย็นนั้นผสานกับกลิ่นน้ำหอมแบบนี้ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
...พอได้กลิ่นก็เตือนความทรงจำให้คิดถึงผู้ชายที่ตามมาส่งเขาวันนั้น...
“พี่สูบบุหรี่มานานหรือยัง” คำถามทำลายความเงียบเกิดขึ้นก่อนการสตาร์ทเครื่อง เจ้าของรถกดล็อกรถแล้วหันมามองหน้า
“ก็นานอยู่ล่ะนะ ขอโทษนะ ในรถมันมีกลิ่นบุหรี่ นายไม่ชอบนี่นะ เดี๋ยวหาอะไรมาฉีดให้”
“ไม่ต้องครับ...ไม่ได้เหม็นอะไร”
“แน่ใจนะ”
“อืม” การตอบรับสั้นๆแล้วทั้งรถก็เงียบกันไปอีก เจ้าของรถพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการกดปุ่มเปิดเพลงในรถให้ฟังแต่ซีดีที่อยู่ในเครื่องเล่นตอนนั้นกลับเป็นเพลงฮิปฮอปที่มีคำผรุสวาทพ่นออกมาจนต้องกดปิดแล้วเสียบยูเอสบีที่อยู่หน้าคอนโซลมาเปิดแทน
“พี่ฟังแจ็ซด้วยเหรอ”
“ก็ฟังนะ...ฟังหมดแหละ ศิลปินเขาต้องฟังเพลงทุกแนวสิ ไม่งั้นจะเอาแรงบันดาลใจจากไหนมาแต่งเพลง”
“ฟังแบบนี้ ตอนนี้มันง่วงนะครับ”
“ง่วงเหรอ...ถ้าง่วงก็หลับได้นะ เดี๋ยวถึงแล้วพี่ปลุก” คนรับหน้าที่สารถีบอก
“ถ้าผมหลับ พี่จะไม่พาผมไปฆ่าใช่ปะ”
“ไอ้บ้า...ไม่ใช่ฆาตกรนะ”
“555 ก็ไม่แน่นี่”
“กวนตีนอีกล่ะ” เขาพูดออกมาอย่างไม่จริงจัง “เป็นไอดอลมันก็เหนื่อยอะนะ ถ้ามีเวลาได้นอนก็นอนเถอะ พี่ไม่พาไปฆ่าหรอก สาบานเลย”
“แต่พี่อยากคุยกับผมไม่ใช่เหรอ ถ้าผมนอน เวลาที่เราได้คุยกันจะน้อยลงไปอีก พี่โอเคเหรอครับ ถ้าไม่ได้ยินเสียงผมตอนขับรถ พี่จะเหงาหรือเปล่า” คนโตกว่าว่าละสายตาจากท้องถนนเพราะติดสัญญาณไฟแดงไปยังคนที่เอนหลังพิงศีรษะกับเบาะเอียงหน้าช้อนตาสวยๆคู่นั้นมองมายังเขาอย่างห่วงใย
เพียงเท่านั้นหัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ จังหวะการเต้นเริ่มเร็วและแรง...ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปสัมผัสบนเรือนผมยักศกแล้วม้วนปลายผมไว้แผ่วเบา
“ก็ให้คาทกพี่มาสิครับ...เราจะได้คุยกันไง”
“อา...พูดเพราะจัง”
“เอาอีกล่ะ”
“555”
“บอกพี่มาสิ ทำยังไงถึงจะได้คาทกนาย”
“ใส่ใจผมให้มากกว่านี้ไง”
“ไปรอทุกวัน โทรศัพท์ไปหา ส่งโกโก้ไปให้ ยอมมารายการห่านี่แค่เพราะอยากเจอนาย ยังไม่เรียกใส่ใจเหรอ”
“มีบางอย่างที่ผมให้ไปแล้วพี่ไม่ใส่ใจจะหา...ถ้าอยากคุยกับผมจริงๆ หามันให้เจอสิครับ” ถ้อยคำนั้นทำให้คนฟังขมวดคิ้วอยากจะเค้นให้ได้คำตอบ แต่เพราะเสียงบีบแตรจากข้างหลังเร่งให้ขยับรถเนื่องจากสัญญาณเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วเลยไม่ทันได้ถามต้องกลับมาตั้งสมาธิกับการขับรถ
“ตุ๊กตาของราวี่น่ารักมากเหรอ” เป็นอีกครั้งที่คำถามดังขึ้นในรถ
“น่ารักดี”
“ชอบตุ๊กตาเหรอ”
“เปล่าครับ...แต่ถ้ามีคนซื้อให้ก็เอา555” เสียงหัวเราะสดใสยังหลุดออกจากคนที่นอนพิงเบาะ
"ถ้าไม่ชอบก็ยกให้คนอื่นไปเถอะ เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"
"ได้ยังไงล่ะครับ...พี่ราวี่อุตส่าห์ให้มา ผมยกให้คนอื่น ถ้าฮยองเขารู้ก็เสียใจแย่"
"ไม่เห็นกลัวพี่เสียใจบ้างเลยเนาะ"
"มีอะไรที่พี่ต้องเสียใจครับ"
"เออ ช่างเหอะ...แล้วชอบอะไรนอกจากตุ๊กตาไหม”
“เยอะอ่ะครับ...บอกวันเดียวไม่หมดหรอก”
“แล้วก่อนมาเดบิวต์อยู่บ้านกับใครล่ะ”
“พ่อ แม่แล้วก็ โซเฟีย น้องสาวของผมอ่ะครับ อ้อ มี โทดัมด้วย...โทดัมเป็นแมวของครอบครัวเรา”
“ที่บ้านพี่ก็เลี้ยงแมวนะ เลี้ยงหมาด้วย”
“อืม...ผมรู้” คำตอบสั้นแต่สร้างความสงสัยให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอีกหน
“ทำไมรู้ล่ะ”
“มีหลายเรื่องที่ผมรู้เกี่ยวกับพี่นะ”
“เช่น”
“เป็นนักสะกดรอย”
“ห๊ะ”
“วันนั้น ตอนผมออกไปมินิมาร์ทแล้วเดินกลับหอ...พี่เป็นคนเดินตามมาส่งผมใช่ไหมครับ” บางสิ่งที่คั่งค้างในใจถูกเผยออกไป สารถีได้ยินเข้าถึงสะอึกให้กับคำถามเหมือนโดนจับได้
“อา...”
“รู้ไหมทำไมผมรู้” คนพูดเงียบไปชั่วนาทีจึงต่อ “ผมจำกลิ่นน้ำหอมผสมบุหรี่ของพี่ได้”
“นี่จมูกคนหรือจมูกหมาฟร่ะ”
“5555 ก็ผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ไงเลยไวกับกลิ่นพวกนี้ แต่กลิ่นของพี่....ผมกลับชอบนะ” ประโยคเรื่อยๆเหมือนไม่ได้ตั้งใจแต่ทำให้คนฟังเหมือนหัวใจจะพองโต
“แล้วก็มอคค่ากับเบอร์เกอร์แฮมชีสนั้น...พี่ก็ซื้อมาให้ใช่ไหมล่ะ”
“เฮ้ย” คนเป็นพี่ร้องออกมาเสียงดังหันมามองอีกคนที่ยิ้มอย่างรู้ทันก็หันกลับไปด้วยหน้าและคอที่แดงเถือก “นี่ที่บ้านให้กินอะไรเข้าไป...ทำไมถึงฉลาดขนาดนี้เนี่ย”
“555 ไม่ต้องฉลาดหรอก พี่น่ะดูออกง่ายจะตายไป...อา ซอยหน้านี้นะครับ อย่าเลี้ยวผิดนะ” มือนุ่มตบไปบนแขนของคนขับรถพลางชี้ให้ดูซอยที่ต้องเลี้ยว
“พี่รู้น่า ไปทุกวัน ไม่เลี้ยวผิดหรอก”
“เบื่อไหมครับ...มารอทุกวันแต่ผมก็ไม่ออกมาหา”
“จะเอาเรื่องโกหกหรือความจริงอ่ะ”
“เอาความจริงสิ”
“เบื่อ ท้อ เศร้า มีหลายอารมณ์ แต่ความรู้สึกที่อยากจะเจอ อยากคุยด้วยสักสิบ ยี่สิบวิก็ยังดีมันมีมากกว่าเท้าก็เลยขยับไปไม่ได้...แต่พี่ก็ไม่ได้รอทั้งคืนหรอก ตีสามถ้าไม่เห็นก็กลับแล้ว อ้อ วันจันทร์นี้พี่จะไปเที่ยวกับทีมพัลจีนะ คงไม่ได้มาเหมือนทุกวัน”
“ไม่ต้องมาแล้วล่ะครับ...มาเฝ้าทุกวันไม่ได้ทำให้ผมออกมาหาหรอก”
“ใจร้ายอ่ะ”
“จริงๆนะ...นอนหลับพักผ่อนอยู่บ้านไปเถอะครับ อย่ามาเฝ้าจนไม่สบายเลย”
“เป็นห่วงเหรอ”
แอนดัพเหลียวไปถามขณะจอดรถหน้าใต้หอพัก หากครั้งนี้ไม่มีคำตอบใดหลุดจากปากนอกจากรอยยิ้มที่พราวที่สวยราวดวงดาวบนฟ้า
“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ” เด็กหนุ่มลงจากรถแล้วโค้งขอบคุณอย่างเป็นทางการให้กับชายหนุ่มที่ลงจากรถมาด้วย
“เออ”
“ครับ”
“ถ้าไม่ให้พี่มาเฝ้า...แล้วเราจะเจอกันอีกได้ไหม” คำที่กลั้นใจถามออกจากปากไปในที่สุด
“อยากเจออีกเหรอครับ”
“อืม”
“555 จะขอคาทกให้ได้ใช่ไหมครับ”
“เอาไลน์ก็ได้”
“พี่นี่เป็นคนตลกจัง”
“ตลกตรงไหนวะ”
“อยากคุยกับผมขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อืม...อยากคุยด้วย พี่จริงจังนะ พี่อยากคุยกับนายทุกวันเลย”
“นานหรือยังครับ”
“นาน...นานในที่นี้หมายถึงอะไร”
“ที่พี่ชอบผมเนี่ย...น่าจะเป็นตอนที่พี่มายืนดูผมแรปบนอัฒจันทร์หรือจะเป็นตอนที่เราแรปดิสกันนะ”
สิ้นคำที่มากับรอยยิ้มหวาน...คนแก่กว่าถึงกับสะอึกออกมาอีกรอบพร้อมกับมือที่ยกมาปิดตาด้วยความอาย
“โอ๊ย”
“ตอนนั้นพี่ขอคาทกผมนี่นะ แต่พอถามกลับไปว่า ขอไปทำไมก็ไม่บอก 555 ไม่ต้องตอบหรอกว่าชอบผมตอนไหนก็ได้นะ ผมไม่ได้ซีเรียสกับคำตอบของฮยองหรอก ยังไงวันนี้ผมต้องขอบคุณอีกรอบนะครับที่มาส่ง ราตรีสวัสดิ์นะครับ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างพลางโบกมือให้
“พี่ไม่รู้หรอก”
“ครับ” อีกคนเลิกคิ้วให้กับคำที่อยู่ๆก็โพล่งขึ้นมา
“มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ให้นับเป็นเวลามันยากนะ...พี่ไม่แน่ใจหรอกว่ารู้สึกแบบนี้ได้ยังไง มันเหมือนกับนายเข้ามาในนี้โดยที่พี่ไม่ทันสังเกตแล้วก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนเมล็ดพันธุ์อะไรสักอย่างที่ถูกหว่านลงมากว่าจะรู้ตัวอีกทีมันก็เต็มไปทั้งใจแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยขณะขยับนิ้วเรียวจากมือกร้านชี้ไปยังหัวใจของตัวเอง
“หลังจากนั้นพี่ก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าเราคุยกันทุกวันจะเป็นยังไงนะ ถ้าได้เห็นหน้ากันเป็นครั้งคราวออกไปกินข้าวด้วยกันจะมีความสุขขนาดไหน ดวงตาที่สวยเหมือนพระจันทร์จะสะท้อนแต่ภาพของพี่ได้ไหม และรอยยิ้มนั้นนายจะมอบให้แต่พี่ได้หรือเปล่า...มันไม่ได้ใช้เวลานานเลยที่ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้น บางคนอาจจะเรียกมันว่าความหลงหรืออะไรก็เถอะ แต่พี่มีความสุขที่ได้คิดถึงนาย”
ฝ่ายคนอ่อนกว่ากระพริบตาเฝ้ามองใบหน้าขัดเขินและริมฝีปากที่เม้มแน่นหลังกลั่นความรู้สึกที่อัดแน่นในอกออกมาเป็นคำพูด มือไม้เริ่มยกมาลูบหน้าปะจมูกเหมือนคนทำตัวไม่ถูกเรียกรอยยิ้มจากดวงหน้านวลเนียนให้ผุดขึ้นมาอีกคราแต่ไม่มีคำใดหลุดจากปาก
คนแก่กว่าถอนหายใจให้กับท่าทีที่ดูไม่คืบหน้าได้แต่ล้วงสองมือกับกระเป๋ากางเกงยีนส์และเดินไปส่งเด็กที่เขาถือวิสาสะในใจเรียกเป็นเด็กน้อยของเขาไปหน้าหอ
“ไปแล้วนะครับ” ร่างบางโค้งให้อีกเป็นครั้งที่สาม อีกฝ่ายมองตามพลางถอนหายใจออกมา
“Andupindahouse”
“ครับ”
“ชื่อคาทกของพี่...ก็เข้าใจแหละถ้านายไม่อยากให้คาทกนายมาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้สึกอยากคุยกับพี่ขึ้นมาวันไหนก็แอดมาได้เลยนะ”
“ครับ...ราตรีสวัสดิ์นะครับ” เด็กหนุ่มขานรับพลางโบกมือลาแล้วแตะคียการ์ดกับเครื่องเพื่อเข้าไปในหอแม้ภายในใจรู้สึกเคว้งและถามตัวเองว่าใจร้ายเกินไปหรือเปล่า มือซุกอยู่ในเสื้อคลุมสีแดงมีลูกอมอยู่ หากจังหวะที่กำลังจะเอี้ยวตัวเอาลูกอมให้มือใหญ่ก็ยื่นมาจับชายเสื้อคลุมของเขารั้งเอาไว้
ฮันโซลเหลียวมามองเจ้าของมือใหญ่ที่จับชายเสื้อของตัวเองไว้แล้วกระพริบตามองตรงมาอย่างประหลาดใจ บยอลทอดสายตามองกลับไปด้วยนัยน์ตาจริงใจแฝงแววอ้อนว้อนไว้อยู่ในที
“ขอกอดได้ไหม”
“ไม่ได้ครับ” ประโยคนั้นสวนกลับไปทันควันทำให้หน้าดุนั้นสลดวูบ
“อา...นั่นสินะ ขนาดคาทกยังขอไม่ได้เลย งั้นก็ฝันดีนะ ราตรีสวัสดิ์”
สุดท้ายฝ่ายอายุมากกว่าก็ต้องคอตกไปตามระเบียบ ร่างโปร่งนั้นหมุนตัวพร้อมย่างเท้ากลับไปยังลานจอดรถใต้หอพักแต่ก็ไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกได้ถึงมือสองข้างที่สอดเข้ามาโอบตรงอกและกายนุ่มที่แนบลงมาบนแผ่นหลัง เรือนผมนุ่มยักศกสีน้ำตาลอ่อนที่เขาหลงใหลเคลียอยู่บนไหล่และลำคอ กลิ่นหอมอ่อนของแชมพูผสมกับกลิ่นหอมอ่อนเหมือนขนมหวานทำให้แทบหยุดหายใจ
“ผมเป็นคนใจร้ายสุดๆเลยล่ะแต่ไม่ได้ใจร้ายกับทุกคนหรอกนะ” ถ้อยคำอ่อนเบาทว่าอ่อนหวานอย่างยิ่งกระซิบอยู่ข้างหูพร้อมกับลมหายใจอุ่นที่พ่นรดข้างแก้ม “ฝันดีครับ”
เสี้ยววินาทีที่คำนั้นหลุดจากปาก...แขนผอมบางก็คลายจากการโอบกอดก่อนที่อาศัยความไววิ่งพรวดหายเข้าไปในหอพักโดยไม่รอให้อีกคนรู้สึกตัวตามจับได้ทัน
ชายหนุ่มกระพริบตากว่าจะเรียกสติของตัวเองกลับมาได้ก็เมื่อสาย...ยินเสียงเรียกจากด้านบนจึงเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเด็กน้อยของเขาชะโงกหน้าออกมาจากช่องหน้าต่างของบันไดโบกมือลงมาด้วยรอยยิ้มทะเล้นแต่น่ารัก
“เด็กบ้า...อย่ามาทำให้ชอบไปมากกว่านี้สิวะ อยู่ๆก็มากอดแล้ววิ่งหนีมันใช้ได้ที่ไหนกันเล่า” ถึงจะด่าแต่รอยยิ้มนั้นก็เหยียดกว้างเสียจนแทบจะฉีกไปถึงหู
“พี่ แม่ของพี่สวยมากนะครับ...แมวกับหมาของพี่ก็น่ารักด้วย”
“รู้ได้ยังไงอ่ะ...มีอินสตราแกรมพี่เหรอ” เอ่ยปากถามแต่อีกคนกลับตอบมาคนละเรื่อง
“จริงๆนะ พี่น่ะเป็นคนตลกแล้วก็บื้อมากเลยล่ะ...ถ้าอยากคุยกับผมจริงๆก็ใส่ใจผมให้มากกว่านี้อีกนิดสิแต่ถ้ามันยากเกินไป พี่ก็สมัครแฟนคาเฟ่ของเซเว่นทีนแล้วโพสต์กระทู้ไว้ล่ะกันแล้วผมจะไปตอบ ไปจริงๆแล้วนะ ขับรถกลับบ้านดีๆล่ะครับ ฝันดี” คนอ่อนกว่าทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก็โบกมือลาแล้วหายลับสายตาไป
“ฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะเด็กน้อย” บยอลเอ่ยคำลาแล้วโบกมือไปตรงหน้าต่างแม้จะไม่มีเด็กคนนั้นยืนอยู่แล้วก็ตาม
เท้าก้าวกลับไปใต้ลานจอดและขับรถออกมาสู่ถนนใหญ่ ใบหน้ากระด้างยังคงอาบด้วยรอยยิ้มราวกับมันไม่มีวันจางหายจนกระทั่งกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเองได้ก็ล้มตัวลงบนเตียงแล้วหลับตาลงอย่างเป็นสุข ก่อนจะล้วงมือหยิบเอาโทรศัพท์ที่สั่นไหวออกมากดดูหน้าจอที่มีข้อความจากคาทกเด้งขึ้นมาและแอพพลิเคชั่นที่เขาใช้สื่อสารในโลกโซเชียลก็เต็มไปด้วยตัวเลขแจ้งเตือนจนต้องเปิดเข้าไปดูแบบผ่านให้ตัวเลขมันหายไป
อยู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างสะกิดใจให้ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดย้อนเข้าอินสตราแกรมของตัวเองอีกครั้ง มี DM เข้ามาไม่ขาดสายเช่นเดียวกับการคอมเม้นและการกดไลค์ที่มีจำนวนมหาศาลก็ถอนหายใจวางโทรศัพท์กลับไปที่เก่าก่อนจะปิดเปลือกตาปล่อยให้ใบหน้าอ่อนละมุนเข้ามาในห้วงความคิด สัมผัสนุ่มนวลยังติดตรึงรวมทั้งกลิ่นหวานเหมือนขนมบนเสื้อของเขาทำให้รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
อยากจะหลับไปทั้งอย่างนั้น หากก็ตัดสินใจลุกไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สบายกว่าเดิมแต่ไม่ลืมจะหยิบเสื้อเชิ้ตยีนส์ของตัวเองมาวางบนหมอนก่อนจะหยิบมือถือกลับมาใหม่ คราวนี้เปิดบราวเซอร์ในมือถือเสิร์ชหาบางอย่าง ง่วนอยู่กับบางอย่างอยู่หลายนาทีแล้ววางมันไปโดยไม่ดับหน้าจอ
สิ่งสุดท้ายที่อยู่บนมือถือก่อนจอจะดับมืดคือเว็บแฟนคาเฟ่ของเซเว่นทีนที่มีกระทู้ถูกโพสต์ขึ้นไปบนหน้าเว็บและชื่อของคนโพสต์ที่ลงท้ายอยู่ด้านล่างอ่านได้ว่า
...Andbyeo-hanlsol...

0 Comments